เพลงระฆัง

  เพลงระฆัง
1.คริสต์มาสวันประเสริฐ แจ่มเจิดหัวใจสดชื่น เชิญพี่น้องมาเริงรื่น  ให้ครื้นเครงใจสุขล้น
 มาร่วมร้องเพลงขานขับ  ประดับสนวาวพราวต้น เริงร่าแย้มยิ้มให้คนทุกคน ดุจฟ้าเบื้องบนบันดาล
(รับ) เพลงระฆัง กังวานไกล สดใสและเบิกบาน มาขับร้อง ซ้องสาธุการ  พระคริสต์กุมารบังเกิดแล้ว
เพลงระฆัง กังวานไกล  สดใสและเบิกบาน มาขับร้อง  ซ้องสาธุการ พระคริสต์กุมารบังเกิดแล้ว
2.นั่นมิไช่ใครอื่น ดาษดื่นน้องพี่ทั่วไป ทุกคนทั้งไกลและใกล้  มาร่วมใจกันยินดี ในวันพระคริสต์บังเกิด 
มาเถิดเราสามัคคี สนุกร่วมกัน สุขสันต์เปรมปรีดิ์ โลกนี้แสนสุขสำราญ
(รับ)

ระฆังวันคริสมาส

 

อ้างอิงhttp://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA&hl=th&prmd=imvns&tbm=isch&tbo=u&source=univ&sa=X&ei=5S75ToCdLo7KrAfUgY3XDw&ved=0CDkQsAQ&biw=1024&bih=573

คำอวยพรวันคริสมาส

คําอวยพรวันคริสต์มาสภาษาอังกฤษ

 

คําอวยพรวันคริสต์มาสภาษาอังกฤษ

สวัสดีค่ะ วันนี้มี คําอวยพรวันคริสต์มาสภาษาอังกฤษ เยอะแยะมากมายมาฝากกันค่ะ

เอาไว้สำหรับอวยพรวันคริสต์มาสภาษาอังกฤษกันน่ะค่ะ

คําอวยพรวันคริสต์มาสภาษาอังกฤษ : Season’s Greetings May love and laughter fill your life at Christmas and throughout the New Year.
แปลเป็นไทย : เทศกาลแห่งการอวยพร ขออวยพรให้ความรักและเสียงหัวเราะ เติมเต็มชีวิตของคุณ ในวันคริสต์มาสนี้ตลอดไปจนถึงวันปีใหม่.

คําอวยพรวันคริสต์มาสภาษาอังกฤษ : Christmas Cold weather and warm feelings.
แปลเป็นไทย : คริสต์มาส อากาศหนาว มาพร้อม ความรู้สึกที่อบอุ่น

คําอวยพรวันคริสต์มาสภาษาอังกฤษ : Merry Christmas and Happy New Year.
แปลเป็นไทย :  สุขสันต์วันคริสต์มาสและปีใหม่

คําอวยพรวันคริสต์มาสภาษาอังกฤษ : One of my favorite gifts is hearing from you. Greetings of the season to you and yours.
แปลเป็นไทย : หนึ่งในของขวัญที่ฉันชอบคือการติดต่อจากคุณ. ขอให้คุณและครอบครัวมีความสุขในเทศกาลนี้

คําอวยพรวันคริสต์มาสภาษาอังกฤษ : We wish you a holiday season that is filled with wonder and delight.
แปลเป็นไทย : เราขออวยพรให้เทศกาลวันหยุดของคุณ เติมเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์และความเบิกบานใจ

คําอวยพรวันคริสต์มาสภาษาอังกฤษ : Season’s greetings. Our best to you during the holidays.
แปลเป็นไทย : เทศกาลส่งความสุขนี้ ขอส่งความปรารถนาดีจากเราถึงคุณ

อ้างอิงhttp://km.siamha.com/%E0%B8%84%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9.html

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์

 

ดอยอินทนนท์

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม 
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ P r i m t a a และ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์         

           พอเริ่มปีใหม่เข้ามา หลายคนคงเตรียมตัววางแผนที่จะท่องเที่ยว เก็บข้าวเก็บของลงกระเป๋าแน่ ๆ และสถานที่น่าท่องเที่ยวตอนนี้เห็นจะเป็นทางภาคเหนือ เนื่องจากช่วงต้น ๆ ปีอย่างนี้ทางภาคเหนือยังคงอากาศหนาวเย็น บางที่อากาศก็กำลังเย็นสบายทีเดียว ชวนให้ไปสัมผัสซึมซับกับบรรยากาศสุด ๆ …

          ถ้าจะพูดถึงสถานที่ที่นักเดินทาง ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น อยากจะไปสัมผัสให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ชื่อของ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หรือ ดอยอินทนนท์ ก็น่าจะอยู่ในลิสต์อันดับต้น ๆ เพราะไม่ว่าจะรักการเที่ยวแบบชิลล์ ๆ หรือลุย ๆ สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งนี้ ก็พร้อมต้อนรับด้วยความงดงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์ของ ป่าใหญ่ดึกดำบรรพ์ (Old growth forest) สภาพอากาศที่หนาวเย็นและชุ่มฉ่ำตลอดทั้งปี ทำให้มีมอส เฟิร์นและพืชอิงอาศัย (epiphyte) ชนิดอื่น ๆ ขึ้นปกคลุมตามลำต้นอย่างหนาแน่น ใครที่เดินทางมาเที่ยวจะต้องประทับใจกับสีสันของใบไม้ป่าผลัดใบ ที่กำลังจะผลัดใบในช่วงปลายปี

ดอยอินทนนท์
ดอยอินทนนท์

           ส่วนต้นปี ดอกไม้นานาชนิดก็บานสะพรั่งอดไม่ได้ที่จะกดชัตเตอร์ฝากภาพสวย ๆ ฝากเพื่อน หรือจะเลือกชมความโล่งของป่าทุ่งหญ้าหรือไร่ร้าง หน้าผาอันสูงชัน ทำให้มองเห็นสภาพภูมิประเทศได้กว้างไกล เป็นแหล่งที่อยู่ที่สำคัญของกวางผาและนกชนิดต่าง ๆ ก็สนุกไม่แพ้กัน

          อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีพื้นที่อยู่ในท้องที่อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม กิ่งอำเภอดอยหล่อ และอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ สามารถเข้าถึงได้โดยใช้เส้นทาง เชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ไปยังอำเภอจอมทอง 50 กม. ระยะทางประมาณ 50 กม. เลี้ยวขวาตามถนนสาย จอมทอง-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) ประมาณ 8 กม. ก็จะเริ่มเข้าเขตอุทยานแห่งชาติที่บริเวณน้ำตกแม่กลาง และตัดขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์เป็นระยะทางทั้งหมด 49.8 กม. ที่ทำการอุทยานแห่งชาติจะตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 31

 

 

การเดินทาง

           จากตัวเมืองเชียงใหม่ สามารถ เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ได้ 3 เส้นทางคือ

          เส้นทางที่ 1 จากจังหวัดเชียงใหม่เดินทางโดยใช้เส้นทางถนนสายเชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอำเภอ หางดงและอำเภอสันป่าตอง ไปยังอำเภอจอมทอง ก่อนถึงอำเภอจอมทองประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามถนนสายจอมทอง- อินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) จะเริ่มเข้าเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่กิโลเมตรที่ 8 (น้ำตกแม่กลาง) และ ตัดขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์เป็นระยะทางทั้งหมด 49.8 กม. … ดูแผนที่เส้นทางที่ 1 (สีเหลือง) 

 

          

           เส้นทางที่ 2 จากจังหวัดเชียงใหม่เดินทางตามเส้นทางถนนสานเชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทองและอำเภอฮอด จากอำเภอฮอดเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง ฮอด (ทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอุทยานแห่งชาติออบหลวง แล้วเลี้ยวขวาต่อไปยังอำเภอแม่แจ่มโดยเส้นทางสาย ออบหลวง-แม่แจ่ม (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1088) จากอำเภอแม่แจ่มใช้เส้นทางสายแม่แจ่ม-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1192) ขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์ ที่ถนนสายจอมทอง-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009 กิโลเมตรที่ 38-39) … ดูแผนที่เส้นทางที่ 2 (สีเขียว)

            

            เส้นทางที่ 3 ซึ่งเป็นเส้นทางสู่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่ค่อนข้างจะลำบาก โดยทางจากจังหวัดเชียงใหม่ตามเส้นทางถนนสาย เชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอำเภอหางดง และอำเภอสันป่าตอง จากอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวา ตามถนน สายสันป่าตอง – บ้านกาด-แม่วิน (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1013) แล้วต่อด้วยเส้นทาง ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1284 หรือ เส้นทาง ร.พ.ช. ผ่านบ้านขุนวาง และขึ้นสู่ถนนสายจอมทอง-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) ที่กิโลเมตรที่ 31 ใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ … ดูแผนที่เส้นทางที่ 3 (สีน้ำเงิน)

         

           พื้นที่ท่องเที่ยวและนันทนาการที่สำคัญของอุทยานแห่งชาติ ส่วนใหญ่จะอยู่ตามแนวเส้นทางถนนสายจอมทอง – ยอดดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) ถนนสายยอดดอยอินทนนท์ – แม่แจ่ม (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1192) และเส้นทางเดินป่าต่าง ๆ ซึ่งเพื่อนๆ สามารถเลือกไปตามสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอุทยานแห่งชาติตามเส้นทางต่าง ๆ ได้ดังนี้ค่ะ

 

           ตามแนวเส้นทางถนนสายจอมทอง – ยอดดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009)

          ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ ใครมาแล้วไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวไหนก่อนดีขอให้แวะที่นี่เอาฤกษ์เอาชัยก่อน เพราะเขามีการฉายสไลด์มัลติวิชั่นของอุทยานและเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์คอยให้บริการกับนักท่องเที่ยว ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หรืออีกชื่อว่า กม.31 ที่นี่มีเจ้าหน้าที่ไว้คอยบริการรับจองบ้านพักและสถานที่กางเต้นท์ สำหรับบ้านพักและที่กางเต้นท์จะอยู่อีกบริเวณหนึ่ง ทางเข้าอยู่ทางด้านขวามือก่อนถึงที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 200 เมตร

           น้ำตกแม่ยะ น้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสวยที่สุดของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล ที่นี่เราสามารถกางเต้นท์พักแรมที่น้ำตกได้ แต่อย่าลืมติดต่อขอสถานที่กางเต้นท์กับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ด้วยล่ะ, น้ำตกแม่กลาง เป็นจุดแรกของประตูเข้าสู่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ น้ำตกจากหน้าผาสูงประมาณ 100 เมตร ไหลพวยพุ่งมาสู่โกรกเขา ซึ่งเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ มีชื่อว่า วังน้อยและวังหลวง ใครไปเที่ยวช่วงฤดูฝนระวังหน่อยเพราะน้ำไหลแรงและขุ่นข้นมากจ้ะ

ดอยอินทนนท์

 

           ถ้ำบริจินดา ถ้ำขนาดใหญ่ อยู่ในเทือกเขาดอยอินทนนท์ ใกล้น้ำตกแม่กลาง ภายในถ้ำมีความลึกหลายกิโลเมตร เพดานมีหินงอกหินย้อยหรือที่ชาวเหนือเรียกว่า “นมผา” และมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายใน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นมัสการ นอกจากนั้น ยังมีธารหิน เมื่อมีแสงสว่างมากระทบจะเกิดประกายระยิบระยับดังกากเพชรงามยิ่งนัก ลักษณะของถ้ำเป็นถ้ำทะลุแสงสว่างลอดเข้ามาได้ สามารถมองเห็นภายในได้ถนัด ก่อนจะถึงปากถ้ำจะมีป้ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่, น้ำตกวชิรธาร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ตัวน้ำตกอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 750 เมตร ตรงข้ามมีหน้าผาสูงชัน เรียกว่า “ผาม่อนแก้ว” หรือในภายหลังเรียกว่า “ผาแว่นแก้ว”

           น้ำตกสิริธาร  นอกจากความสวยงามของน้ำตกแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหลายชนิดรวมทั้งปลาหายาก เช่นปลาค้างคาว ป่าบริเวณนี้เป็นป่าเต็งรังผสมสนเขาและป่าดิบแล้ง นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งสมุนไพรที่สำคัญอีกด้วย, น้ำตกสิริภูมิและสวนหลวงสิริภูมิ  เดิมเรียกว่า “เลาลึ” ตามชื่อของหมู่บ้านม้ง ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ ๆ น้ำตก ภายหลังเปลี่ยนชื่อตามพระนามาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ปัจจุบัน มีการจัดภูมิทัศน์ สวนหลวงสิริภูมิ อยู่ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ มีการจัดเก็บค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็ก คนละ 10 บาท

           น้ำตกแม่ปาน จากธรรมชาติที่ลึกของป่าใหญ่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ จะเห็นสายน้ำที่ไหลผ่านภูผาถึง 4 ชั้น ล้อมรอบด้วยป่าเขียวขจีตัวน้ำตกมีความสูงมากกว่า 100 เมตร สามารถมองเห็นได้จากจุดชมวิวระยะไกล จากบริเวณที่ตั้งหน่วยพิทักษ์ฯ อุทยานแห่งชาติ (น้ำตกแม่ปาน) หรือเดินเท้าไปตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติผาสำราญ (น้ำตกแม่ปาน-ห้วยทรายเหลือง) ระยะทางประมาณ 400 เมตร

ดอยอินทนนท์

 

           พระธาตุนภเมทนีดลและพระธาตุนภพลภูมิสิริ เป็นพระธาตุที่ทางกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมใจสร้างถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อปีพุทธศักราช 2530 และเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535 โดยรอบบริเวณพระมหาธาตุเจดีย์ทั้ง 2 องค์ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์โดยรอบได้อย่างชัดเจน พระมหาธาตุทั้ง 2 องค์นี้ มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือ มีฐานเป็นรูป 12 เหลี่ยม มีระเบียงแก้วโดยรอบเป็น 2 ระดับ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปบูชา

ดอยอินทนนท์
ดอยอินทนนท์
ดอยอินทนนท์

          เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะสั้น เป็นวงรอบระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร สามารถวนรอบไปกลับในวันเดียว ตามหนทางจะผ่านไปสู่ป่าดงดิบริมธารน้ำ ขึ้นเนินผ่านป่าที่ห้อยระย้าด้วยมอส ฝอยลม หน้าฝนจะถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวและอากาศที่หนาวเย็น สุดปลายทางมีทุ่งดอกไม้นานาชนิด เรียกว่าหายเหนื่อยกันเลยทีเดียว

          ยอดดอยอินทนนท์  ชมป่าดิบดึกดำบรรพ์ ซึ่งน้อยคนนักจะได้สัมผัสธรรมชาติที่แท้จริงของภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ ที่นี่มีทั้งกล้วยไม้และพันธุ์ไม้ป่าที่สวยงามและหายาก นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานกู่พระอัฐิของพระเจ้าอินทวิชานนท์ ผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 7 และเป็นที่ตั้งของสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทย จะมาฤดูไหนอุณหภูมิก็พร้อมเที่ยวเสมอที่ราว 5 – 18 องศาเซลเซียส

            ตามแนวเส้นทางถนนสายยอดดอยอินทนนท์ – แม่แจ่ม (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1192)

          
            เส้นทางนี้เราก็จะได้เที่ยว ป่าดงดิบเขาดึกดำบรรพ์ (Old-growth forest) บริเวณทางแยกอำเภอแม่แจ่ม ผ่านน้ำตกแม่ปาน และแวะชมน้ำตกห้วยทรายเหลือง สะดวกเที่ยวเส้นไหนตะลุยไปเส้นนั้น หรือถ้ามีเวลาเยอะก็ลุยทั้ง 2 เส้นทางไปเลยก็ได้นะจ๊ะ

 


สถานที่น่าสนใจอื่น ๆ

            โครงการเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์  โครงการนี้เกิดขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของกล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ ที่กำลังจะหมดไปจากป่าธรรมชาติ สภาพแวดล้อมเป็นสวนหินที่สวยงาม และทางโครงการฯ ได้จัดทำสวนกล้วยไม้ และสวนดอกไม้เมืองเหนือไว้อย่างสวยงาม

ดอยอินทนนท์
 

             โครงการหลวงอินทนนท์ ถูกตั้งเพื่อส่งเสริมให้ชาวเขาเปลี่ยนอาชีพ จากการปลูกฝิ่นมาเป็นเกษตรกรรม ภายในโครงการหลวงนั้นมีพรรณไม้ให้ชมหลากหลาย เช่น สวนเฟิน สวนกระบองเพชร และไม้ดอกไม้ประดับเมืองเหนือ อีกทั้งยังมีร้านอาหารไว้ให้บริการอีกด้วย

ดอยอินทนนท์

            จุดชมทิวทัศน์ กม. 41 จุดชมทิวทัศน์อยู่ตรงกิโลเมตรที่ 41 ของถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันกว้างไกลของขุนเขาสลับซับซ้อน โดยเฉพาะยามเช้าจะมีทะเลหมอกปกคลุมเหนือหุบเขาน่าชมมาก จากจุดชมทิวทัศน์สามารถมองเห็นพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริสูงเด่นอยู่คู่กัน

ค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานแห่งชาติ

            ผู้ใหญ่ คนละ 20 บาท 
            เด็ก คนละ 10 บาท 
            กรณีเป็นเด็กอายุต้องต่ำกว่า 14 ปี แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 3 ปี จะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 
            กรณีเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้เก็บค่าธรรมเนียมในอัตราสำหรับเด็ก 

             รถจักรยาน 10 บาท/คัน 
             รถจักรยานยนต์ 20 บาท/คัน 
             รถยนต์ 4 ล้อ 30 บาท/คัน 
             รถยนต์ 6 ล้อ 100 บาท/คัน 
             รถยนต์ไม่เกิน 10 ล้อ 200 บาท/คัน 

ดอยอินทนนท์

ฤดูกาลท่องเที่ยว

            สำหรับใครที่คิดว่าอยากสัมผัสอากาศหนาวต้องเดินทางช่วงปลายปีเท่านั้น สำหรับดอยอินทนนท์แล้วสามารถเดินทางไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

          ไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูร้อน เดือน มีนาคม – พฤษภาคม แม้อากาศจะร้อนอบอ้าว แต่บนดอยยังมีอากาศสดชื่นเย็นสบาย ท้องฟ้าสดใส ฤดูฝนเดือน มิถุนายน – กันยายน  ฝนตกชุกเพิ่มความชุ่มชื้นให้ป่า ชมสายหมอกและละอองฝน ที่เพิ่มความสวยงามผสมกลมกลืนกันอย่างน่าอัศจรรย์

          ฤดูหนาวเดือน ตุลาคม – กุมภาพันธ์ อากาศค่อนข้างหนาวและฝนเริ่มลดน้อยลงและอากาศเย็นลงบ้าง และมีอากาศหนาวจัดที่สุดในช่วงเดือนมกราคม เป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวนิยมเที่ยวมากที่สุด เพราะสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นท้องฟ้าแจ่มใส ตัดกับสีเขียวของป่าไม้ อากาศจะเย็นมากในตอนกลางคืน อุณหภูมิจะลดต่ำกว่า 0 – 4 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วงนี้แหละที่เราจะได้เห็นน้ำคางแข็งหรือแม่คะนิ้งกันล่ะ

บริการที่พัก

            มีทั้งบ้านพัก เต้นท์สนามคู่ และสถานที่กางเต้นท์ไว้บริการนักท่องเที่ยว ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ กม. ที่ 31 อำเภอจอมทอง จ.เชียงใหม่ 50160 โทร. (053) 268550 หรือติดต่อที่สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. (02) 57954852, 5795269 หรือคลิกเข้ามาหาข้อมูลละเอียดยิบได้ที่นี่เลย www.doiinthanon.com

 อ้างอิงhttp://travel.kapook.com/view684.html

ประวัติของกว๊านพะเยา

ประวัติกว๊านพะเยา

 

 

                จากหนังสือเรื่อง “เมืองพะเยา” ซึ่งมีสุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นบรรณาธิการ ได้เขียนเกี่ยวกับประวัติ

 

กว๊านพะเยาไว้พอสรุปได้ดังนี้ คือ ก่อนปี พ.ศ. 2484 ในช่วงฤดูแล้ง กว๊านพะเยาจะมีสภาพเป็นบึงย่อมๆ

 

 และมี บวก หนอง อยู่รอบ ในฤดูฝนน้ำในกว๊านจึงจะมีมาก ลึกประมาณ 1 ศอก ตอนกลางน้ำลึก 1 วา 3

 

ศอก ตามบริเวณรอบเป็นป่าไผ่ และไม้กระยาเลย                                                
                ก่อนปี พ.ศ. 2484 จะมีน้ำมากเฉพาะในฤดูฝน คือ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายนของ

 

ทุกปี  ปริมาณน้ำจะมีมากที่สุด ทำให้บวกและหนองที่อยู่ติดๆ กัน มีน้ำล้นไหลบรรจบกันเป็นผืนน้ำกว้าง

 

ใหญ่สองผืน   ผืนแรกเรียกว่า “กว๊านน้อย” อยู่ทางทิศตะวันตกเป็นร่องลำรางน้ำขึ้นไปขาน้ำแม่ตุ่น  และ

 

เยื้องไปหาชายบ้านสันเวียงใหม่  ตอนที่สองเรียกว่า  “กว๊านหลวง”  อยู่ทางทิศตะวันออก   ใกล้กับลำน้ำ

 

แม่อิงฝั่งขวา มีร่องผ่านกลางเชื่อมติดกัน  ชาวบ้านเรียกลำรางนี้ว่า “แม่ร่องน้อยห่าง” บริเวณรอบกว๊าน

 

จะมี บวก  หนอง อยู่รอบๆ กว๊าน และมีลำรางน้ำเชื่อมติดต่อกันตลอดกับแม่น้ำอิง เรียกว่า“ร่องเหี้ย”ไหล

 

เชื่อมกว๊านหลวงกับแม่น้ำอิง  ร่องน้ำ  หนอง  บวก บริเวณรอบกว๊าน และร่องน้ำที่เป็นแม่น้ำลำธารที่ไหล

 

มาจากภูเขาเรียกลำห้วยเมื่อพ้นฤดูฝน ปริมาณน้ำจะลดลงเรื่อยๆ  เหลืออยู่แต่ลำคลอง หรือแม่น้ำที่ไหล

 

ลงสู่กว๊านน้อย กว๊านหลวง  และตามบวก หนอง ร่องน้ำต่างๆ เท่านั้น   ส่วนฝั่งกว๊านทางทิศใต้  และทิศ

 

เหนือน้ำจะแห้งขอด  ในพื้นที่รอบๆกว๊านจะมีชุมชนและวัด  ตั้งอยู่เป็นจุดๆ  มีระยะทางห่างกันประมาณ

 

1-2 กิโลเมตร ชาวบ้านสามารถเดินจากชุมชนเหล่านี้เลาะลัดไปตามแนวสันดินเพื่อติดต่อระหว่างชุมชน

 

ต่างๆ  และเข้าสู่ตัวเมืองพะเยา   ชาวบ้านได้อาศัยน้ำจากหนอง ลำห้วยต่างๆ ในการอุปโภคและบริโภค

 

การหาปลาจากแหล่งน้ำต่างๆ จากลำห้วย  หนอง และบวกในบริเวณกว๊าน  ในการก่อสร้างทำนบ และ

 

ประตูระบายน้ำกั้นลำน้ำอิงนั้น กรมประมงได้เล็งเห็นว่า หนองกว๊านในช่วงฤดูแล้งจะแห้งขอด ชาวบ้าน

 

จึงได้พากันมาจับสัตว์น้ำ โดยไม่มีการควบคุม นอกจากนี้หนองยังมีความตื้นเขินทุกๆ ปี เนื่องจากโคลน

 

ตมที่ถูกชะล้างมาจากการทำนาในบริเวณรอบๆ กว๊าน ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในปี 2482  กรม

 

ประมงจึงได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ  บริเวณด้านตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเมือง   แล้ว

 

เสร็จในปี 2484 ทำให้น้ำท่วมไร่นา บ้านเรือน  วัด  โบราณสถาน โบราณวัตถุต่างๆ  เสียหายเป็นจำนวน

 

หลายพันไร่ หนองน้ำธรรมชาติเปลี่ยนไปเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีพื้นที่เฉลี่ย17–18 ตารางกิโลเมตร

 

หรือประมาณกว่า 12,000 ไร่
               หลวงพ่อพระธรรมวิมลโมลี  มีความเห็นว่า “กว๊าน”  คือ “กว้าน”  เพราะกว้านเอาน้ำจากห้วย

 

หนอง คลอง บึง และแม่น้ำลำธารต่างๆมารวมไว้ในที่แห่งเดียว ในภูมิภาคอื่นๆ เช่นตะวันออกเฉียงเหนือ

 

ว่า“กว้าน”ความหมายหนึ่ง หมายถึงศาลากลางบ้าน หอประชุมสถานที่เหล่านี้เป็นที่สาธารณประโยชน์

 

ร่วมกันคำว่า“กว๊าน”  ในชื่อ “กว๊านพะเยา” หมายถึงหนองน้ำ หรือบึงน้ำขนาดใหญ่  คำนี้มีใช้ในท้องถิ่น

 

ล้านนา เฉพาะที่จังหวัดพะเยาแห่งเดียวเท่านั้น สรุปว่า “กว๊าน” มีความหมายกว้างๆ ว่าเป็นที่รวมศูนย์

 

ของสิ่งสำคัญของชุมชน และบ้านเมืองอย่างเดียวกับคำว่า “กว๊าน” อันเป็นที่รวบรวมน้ำที่ไหลจากแหล่ง

 

น้ำต่างๆ  และที่เรียกว่า“กว๊าน”  คือถือตามสำเนียงเสียงพูดของชาวพะเยา 
               สถานภาพกว๊านพะเยาในปัจจุบันกว๊านพะเยา อยู่ในเขตอำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา เป็นแหล่ง

 

น้ำขนาดใหญ่ที่สุดของภาคเหนือตอนบน   โดยกว๊านพะเยามีพื้นที่ตามกฎหมายที่ดิน 12,831 ไร่  1 งาน 

 

 26.6  ตารางวา  หรือประมาณ  20.53  ตารางกิโลเมตร   กว๊านพะเยาตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิง   มีลักษณะ

 

คล้ายแอ่งกะทะ  โดยมีกว๊านพะเยาเป็นก้นกะทะ  และมีลำน้ำสายต่างๆ จากเทือกเขาผีปันน้ำที่อยู่ทาง

 

ด้านตะวันตกของจังหวัดพะเยา รวมกับลำน้ำสายต่างๆ ในเขตอำเภอแม่ใจไหลลงสู่กว๊านพะเยา

 

           

 

                                                  

 

 

 

                                                     กว๊านพะเยา: บางประเด็นที่น่าสนใจ

๑. การประมงปี  ๒๔๖๖     

           ดร.ฮิว  แมคคอร์มิค  สมิท (H.M Smith) ตำแหน่งที่ปรึกษาแผนกสัตว์น้ำ  พร้อมด้วยเจ้าพระยา

 

พลเทพเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเดินทางไปตรวจกว๊านพะเยา

 

ระหว่างวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์  ถึง ๕ มีนาคม  ๒๔๖๖  ได้สอบถามข้อมูลอันเกี่ยวด้วยเรื่องหนองบึงกับพืช

 

พันธุ์ปลาจากเจ้าพนักงาน  และชาวประมงในตำบลแม่ใจ  ตำบลม่วงพาน  และตำบลพะเยา และได้จัด

 

ทำรายงานต่อท่านเจ้าพระยาพลเทพ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการดังนี้

 

           การทำนุบำรุงความเป็นไปเพื่อความเจริญของปลาในแขวงอำเภอพะเยากับหนองหางทราย     

                                                                            ในจังหวัดเชียงราย

                              วันที่ ๑๕  มีนาคม  ๒๔๖๖                                                กรุงเทพฯ

 

           ขอประทานกราบเรียน ท่านเจ้าพระยาพลเทพ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ  เนื่องด้วยบัญชา

 

ของใต้เท้ากรุณา   ข้าพเจ้าได้รับใส่ใจ ในเรื่องที่คิดจะบำรุงพืชพันธุ์ปลา  ที่มีอยู่ตามในหนองแถบบริเวณ

 

ใกล้พะเยากับแม่ใจ   ซึ่งเรียกกันว่ากว๊านพะเยากับหนองหางทราย  ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปตรวจกว๊านพะเยา

 

พร้อมกับใต้เท้ากรุณา  และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่  ๒๙  กุมภาพันธ์  และได้ไปตรวจทาง

 

หนองหางทราย  พร้อมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม  ภายหลังได้ขึ้นไปตรวจซ้ำที่

 

กว๊านพะเยา  เมื่อวันที่ ๕ มีนาคมอีก ได้สอบถามเอาข้อความอันเกี่ยวด้วยเรื่องหนองบึงกับพืชพันธุ์ปลา

 

จากเจ้าพนักงาน และชาวประมงในตำบลแม่ใจ   ตำบลม่วงพาน   และตำบลพะเยาด้วย        

 

          หมายเหตุถึงเรื่องน้ำ  ในระหว่างฤดูหน้าน้ำกว๊านพะเยา  อาจมีระยะทางยาวประมาณ  ๑๕  กิโล              

 

เมตร์กว้างราว ๑๐ กิโลเมตร์   และลึกระหว่าง ๓.๕  ถึง ๕ เมตร์  คิดเฉลี่ย ๒ เมตร์  หรือกว่า   แต่เวลาที่

ข้าพเจ้าขึ้นไปตรวจนั้น ที่มีน้ำท่วมมีระยะทางยาวประมาณ ๖กิโลเมตร์ กว้าง ๔กิโลเมตร์ น้ำที่ลึกอย่าง

มาก ๑.๓- ๑.๕ เมตร์ หรือประมาณราว ๑ เมตร์  มีลำน้ำเล็กๆ ไหลลงมาสู่ในบึงนี้หลายสาย (เช่น ลำน้ำ

แม่ตุ้ม  แม่สราง  แม่เย็น  แม่เผื่อน  แม่นาหัว  แม่ต๋ำ ฯลฯ  ป็นต้น)   ซึ่งโดยมากไม่มีน้ำในระหว่างฤดูแล้ง 

บึงนี้ติดต่อกับหนองหางทรายริมลำน้ำแม่อิง   แลเป็นชื่อลำน้ำที่ระบายออกจากบึง  ลำน้ำระหว่างบึงทั้ง

สองนี้มีระยะทางยาวประมาณ  ๒๕  กิโลเมตร์   แต่แคบแลตื้นเขิน    ใต้พะเยาลงไปหน่อยหนึ่ง  ลำน้ำที่

กล่าวนี้  ติดต่อกับลำน้ำแม่ต๋ำ   แลไหลลงลำน้ำแม่โขง   ในระหว่างฤดูฝนทางน้ำ   หรือลำน้ำแม่อิงนี้ไม่

สามารถจะรับน้ำไว้ได้ทั้งหมด    เลยไหลบ่าข้ามคันไปในเมืองพะเยา  ในบึงนี้น้ำไม่แห้ง แต่อาจจะลงต่ำ

กว่าระดับของวันที่ ๒๙กุมภาพันธ์ และอาจจะหยุดไม่ไหลลงไปในลำน้ำแม่อิงมีผักหญ้าขึ้นอยู่มากมาย

ในเขตต์และรอบบริเวณฝั่งของบึงนี้  และมีผักตบชะวาขึ้นอยู่บริบูรณ์    ซึ่งปรากฏว่าได้เกิดมีขึ้นเมื่อสอง

สามปีมานี่เอง ในขณะที่ใต้เท้ากรุณาขึ้นไปตรวจนั้น  ในลำน้ำตอนอยู่ใกล้บึง มีผักตบชะวาอยู่หนาแน่น   

หนองหางทราย ตั้งอยู่เหนือกว๊านพะเยาไปประมาณ  ๒๐ กิโลเมตร์    และมีสภาพเหมือนกับบึงพะเยา

ทางที่น้ำระบายเข้าออกได้นั้นแคบ แลเมื่อวันที่ ๑ มีนาคมไม่มีไหลออกเลย บึงนี้นับวันแต่จะตื้นเขินทุกที

ด้วยโคลนตมที่ไหลมาจากท้องนาในบริเวณรอบ ๆ นั้น                                               

           พืชพันธุ์ปลาที่มีอยู่ในบึง  ได้รวบรวมและตรวจสอบพันธุ์ปลาต่างๆ ได้สามสิบสองชะนิด  ถึงแม้ว่า

บึงเหล่านี้จะอยู่ในวงการระบายน้ำของลำน้ำแม่โขงก็ดี แต่พืชพันธุ์ปลาที่มีอยู่นั้นคล้ายคลึง แลโดยมาก

มีรูปพรรณสัณฐานเหมือนกับปลาในแถบของลำน้ำเจ้าพระยาคือ  มีพวกปลาช่อน ในท้องถิ่นนั้นเรียกว่า

ปลาลืม  ปลาหมอ (เรียกว่าปลาเสด็จ) ปลากะดี่ (เรียกว่าปลาสลัก) ปลาตะเพียนขาว (เรียกว่าปลาปีก) 

ปลาดาบลาว ปลาเพี้ย หรือปลากา ปลาข้างลาย ปลาสร้อย ปลาซิว ปลาม้าเอา ปลาหางแดง ปลาแปบ 

ปลาเกล็ดถี่ ปลาฉลาด (ในพื้นที่เรียกว่าปลาทอง) ปลาดุกดำ ปลาเนื้ออ่อน ปลาแขยง ปลาไหล(ในพื้นที่

เรียกว่าปลาลิด)ปลาที่สำคัญเยี่ยมก็คือปลาช่อนกับปลาดุก ปลาชนิดอื่นที่อุดมแลจับกันโดยกว้างขวาง

มีพวกปลาหมอ ปลากะดี่ ปลาตะเพียน ปลาข้างลาย ปลาเกล็ดถี่ ปลาซิว กับปลาสร้อย ปลาบางชะนิด

คงอาศัยประจำที่อยู่ในบึง  แต่บางชะนิดปรากฏว่าเป็นปลามาจากที่อื่น ได้ทราบว่ามาจากแม่น้ำโขง ใน

ต้นฤดูฝนแล้วมาฟักฟองอยู่ในบึงเหล่านี้  การจับปลาในบึง บึงเหล่านี้เป็นทำเลอันสำคัญ  ซึ่งเป็นบ่อเกิด

แห่งอาหารปลาสำหรับเลี้ยงราษฎรพื้นเมืองมานานแล้วกล่าวกันว่ากว๊านพะเยาเป็นทำเลของสุภาพชน

หมู่หนึ่งที่ได้ถือสิทธิ์ในการจับปลาซึ่งได้รับมรดกกันมาจากบรรพบุรุษต่อๆ กันลงมา แลถือเป็นผู้ปกครอง

การจับสัตว์น้ำในที่นี้แห่งครั้งกระโน้นมาแล้ว  แต่บัดนี้ใคร ๆ ก็ลงทำการจับปลาได้หามีการหวงห้ามหรือ

ค่าธรรมเนียมที่ต้องเสียอย่างใดไม่ได้ทราบว่ารัฐบาลได้เคยดำริออกข้อบังคับจัดการหวงห้ามการสัตว์น้ำ

ในบางส่วนบางตอนของบึงมาคราวหนึ่ง แต่การหวงห้ามนั้นหาได้รับผลไม่ เวลานี้ไม่มีการใช้กฎข้อบังคับ

อันใด  ซึ่งเกี่ยวกับการจับสัตว์น้ำนั้นเลย   ตามหลักฐานพยานที่ทราบจากราษฎรพื้นเมืองนั้น  ปรากฏว่า

ความบริบูรณ์ของปลาในแถบนั้นได้ลดน้อยถอยลงกว่าแต่ก่อน  ทั้งนี้กล่าวกันว่าเพราะความตื้นเขินของ

บึงได้ทวีขึ้น  อันเป็นเหตุให้จับสัตว์น้ำได้สะดวก แลจับกันหนาแน่นขึ้น  เพราะฉะนั้นเมื่อถึงปลายฤดูกาล

ปลาจึงไม่มีเหลือที่จะเพาะพืชพันธุ์ อยู่ในพื้นน้ำได้ตามควร    การที่บึงชักตื้นเขินขึ้น ก็เพราะพื้นที่นารอบ

บริเวณบึงนั้นได้ชะเอาโคลนตมมาลงสู่นั่นเองได้รับรายงานจากข้าราชการว่ามีราษฎรลงทำการจับปลา

ในกว๊านพะเยาทุกวัน ในระหว่างฤดูหน้าแล้งมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสองสามร้อยคนได้ใช้เครื่องมือชนิดที่ใช้

ถือด้วยมือทุกประเภท  บางพวกก็เป็นราษฎรในพื้นเมืองพะเยานั้นเอง  บางพวกก็มาจากที่ห่างไกลออก

ไปและมาแรมคืนตามฝั่งของบึงในระหว่างฤดูหน้าแล้ง และได้จับปลากันอยู่เป็นเนืองนิตย์ บางพวกก็ไป

ขายอาหารและสินค้าอื่น ๆ ให้แก่พวกที่จับปลาเหล่านี้เป็นทางอาชีพ                  

           นายอำเภอตำบลม่วงพานคนก่อนเป็นคนชราแล้ว  ซึ่งบัดนี้ได้ถูกปลดออกจากหน้าที่ประจำการได้

รายงานว่าความบริบูรณ์ของปลาในหนองหางทรายบัดนี้ได้ลดน้อยลง เพราะเหตุผลดังกล่าวมาแล้วเมื่อ

คราวที่ข้าพเจ้าขึ้นไปตรวจการที่บึงเมื่อวันที่ ๑มีนาคม ได้เห็นพวกราษฎรพากันไปจับปลาช่อน ปลาดุก ที่

ในแถบใกล้กับทางระบายน้ำออก และได้รับรายงานปลาทุกๆ ชนิดคงหายากตามๆกันไม่ต้องสงสัยหนอง

หางทรายนี้  คงจะได้รับความกระทบกระเทือน   เนื่องจากเหตุแห่งการจับปลาที่กระทำกันอยู่ทุกวันยิ่งไป

กว่าทางกว๊านพะเยา    ในบึงนี้ไม่ใคร่จะมีปลาที่เข้ามาจากลำแม่น้ำโขงกี่มากน้อย     ชาวประมงคนหนึ่ง

กล่าวว่าได้มีราษฎรลงเฝือกขวางลำน้ำแม่อิงตอนใกล้บึงถึงสองเครื่อง   

           อาจจะรักษาและทำนุบำรุงปริมาณปลาให้ดีขึ้นได้  เหตุเพราะความตื้นเขินของบึงจึงจับปลาได้ง่าย

และสะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อน และอันตรายน่าจะบังเกิดขึ้นเนื่องจากมีการจับปลามากขึ้นยิ่งกว่าที่ธรรมชาติ

จะอำนวยให้บังเกิดขึ้นทดแทนได้ทันในขวบรอบปีหนึ่งๆ กับเมื่อพิจารณาถึงข้อที่ขาดการหวงห้าม เพื่อป้อง

กันพืชพันธุ์ปลาในบึงแลการที่ปล่อยให้ทำลายพืชพันธุ์ปลาที่ยังไม่โตได้ขนาดเป็นต้นด้วยแล้ว

            ทางที่ควรทำได้คือ   โดยกั้นทำนบลงในแม่น้ำอิงตอนใกล้ทางที่จะระบายน้ำออกจากบึงตรงที่ๆ ใต้

เท้ากรุณาได้ไปตรวจเมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์  อันเป็นตอนที่ลำน้ำมีขนาดกว้างเพียง ๑๘ เมตร์  และตลิ่ง

ของลำน้ำสูงประมาณ เพียง ๑ เมตร์ซึ่งน่าสามารถที่จะรักษาระดับน้ำของกว๊านพะเยาได้ ในระหว่างฤดู

แล้งให้มีระดับสูงขึ้นอีก อย่างน้อย ๑ เมตร์การทั้งนี้จะเป็นคุณประโยชน์แก่การบำรุงพืชพันธุ์ปลาในบึงแล

ทางหนองหางทรายนั้นด้วย  ถ้ามีที่ ที่ตลิ่งของลำน้ำแม่อิงมีระดับสูงขึ้น   แลเป็นที่ที่เหมาะแก่การที่จะก่อ

สร้างทำนบขึ้นไว้  เพื่อรักษาระดับน้ำของบึงให้คงมีระดับสูงกว่าเวลาหน้าแล้งเวลานี้สัก ๑.๕ ถึง ๒ เมตร์ 

ได้แล้ว  ก็ควรจะเลือกเอาทำเลที่นั้นเป็นที่ที่จะก่อสร้างทำนบ

            ได้ทราบมาจากหลายทางว่า พวกชาวประมงบางคนจะคัดค้านต่อการกระทำที่จะให้น้ำในบริเวณ

บึงเหล่านี้คงมีระดับสูงขึ้นในระหว่างฤดูหน้าแล้ง    เพราะเหตุว่าจะทำให้การจับปลาของพวกเขาเหล่านี้

สะดวกน้อยลง   แต่เชื่อว่าข้อคัดค้านของหมู่ชนจำพวกที่คิดเอาแต่จะได้เพียงสองสามคนนั้น        คงไม่มี

น้ำหนักพอที่จะลบล้างความสุขความเจริญอันมั่นคงของชนทั้งตำบลได้

           ความเห็นแนะนำ เมื่อพิจารณาตามข้อความดังได้กราบเรียนมาแล้วนี้ความประสงค์ที่ต้องการจะ

บำรุงความเป็นอยู่ของสัตว์น้ำในกว๊านพะเยาหนองหางทรายกับตามลำน้ำที่เชื่อมติดต่อกับบริเวณเหล่า

นี้ ซึ่งจะดำเนินไปได้ด้วยการกระทำ  โดยค่าใช้จ่ายเล็กน้อยแล้วก็น่าจะกระทำได้  ข้อสำคัญที่จะกระทำ

ควรจะกระทำ  คือสร้างทำนบขึ้นแห่งหนึ่ง  เป็นบานประตูทำนบชะนิดที่ปิดที่เปิดได้กั้นลำน้ำแม่อิงไว้ทาง

ตอนใต้กว๊านพะเยาลงมา  เพื่อกักเอาน้ำในบึงแลบริเวณหนองหางทรายนั้นไว้ให้มีระดับสูงที่สุดที่จะกัก

ไว้ได้ในฤดูหน้าแล้ง

           การบำรุงทั้งนี้ควรกระทำไปพร้อมกับการย้ายถอนสิ่งที่ขัดขวางทั้งหมดอันมีอยู่ในลำน้ำแม่อิง  ใน

เมื่อเสร็จจากการทำนาของราษฎรแล้ว  สิ่งขัดขวางที่ไม่จำเป็นแก่การทำนาแล้ว ข้อบังคับในการจับปลา

ที่ควรประกาศให้ใช้ควรจะให้มีข้อความเหล่านี้รวมอยู่ด้วย

           (๑.) ห้ามการใช้อวนมองต่างๆ และเครื่องมือจับปลาชนิดใดๆ ที่มิได้ใช้ด้วยมือและกระทำด้วยแรง

คน ๆ เดียว  ตลอดจนเครื่องมือประจำที่และเครื่องมือกางกั้น กับการจับปลาในทางผูกขาดลงทำการจับ

ปลาในบึงและบริเวณที่ติดต่อกับลำน้ำแม่อิงตอนระหว่างบึงกับตอนใต้กว๊านพะเยา

           (๒.) ห้ามการใช้เครื่องมือใดๆ ที่มีตาเล็กเกินกว่า ๑ ซม.  ตารางเหลี่ยม หรือเครื่องมือจักสานใด ๆ

ที่มีช่องห่างน้อยกว่า ๑ ซม.  ลงทำการจับปลา

                                                                                                            ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

                                                                                                                  (ลงนาม) ฮ.ม. สมิท

                                                                                                               ที่ปรึกษาแผนกสัตว์น้ำ

 

      

 

๒. การประมงปี ๒๔๘๒

             หลวงมัศยจิตรการ  ผู้แทนการประมงเดินทางไปตรวจกว๊านพะเยาเมื่อวันที่ ๘-๑๑ พฤศจิกายน 

๒๔๘๒ และรายงานเสนอต่อหัวหน้ากองการประมงดังนี้คำสั่งให้ข้าพเจ้าไปตรวจราชการที่กว๊านพะเยา

จังหวัดเชียงราย  ในความหมายเพื่อพิจารณาถึงวิธีการดำเนินงานปรับปรุงกว๊านพะเยาให้มีสภาพดียิ่ง

ขึ้น สมเป็นสถานที่เพาะ และเลี้ยงพันธุ์สัตว์น้ำให้มีปริมาณมากและแพร่หลายนั้น  และทั้งในเวลาเดียว

กันเพื่อเลือกหาสถานที่ที่เหมาะแก่จะทำการปลูกสร้างที่พัก และที่ทำงานเพื่อจะดำเนินงานเรื่องนี้ ฉะนั้น

ข้าพเจ้าได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ  ไปยังกว๊านพะเยา   เพื่อทำการสำรวจสถานที่ต่างๆ  รวมเวลาไป

ราชการ ๑๑ วัน    ข้าพเจ้าขอเสนอรายการดังต่อไปนี้

. สภาพของกว๊านพะเยาในปัจจุบัน

             กว๊านพะเยาอยู่ทางทิศเหนือของประเทศไทย  และเป็นหนองน้ำที่ใหญ่ หรืออีกนัยหนึ่งเรียกกันว่า

บึงก็ได้  อยู่ระหว่างทางการคมนาคมระหว่างจังหวัดเชียงรายกับจังหวัดลำปาง

             กลางกว๊านมีลำแม่น้ำเรียกกันว่าแม่น้ำอิงไหลผ่าน เป็นที่ระบายน้ำของกว๊านพะเยา นอกจากนั้น

ยังมีลำห้วยอีกหลายห้วยเป็นทางน้ำไหลเข้าบึงในฤดูฝน  เช่น  ห้วยฮองไฮ   ห้วยแม่ต๋ำ   และห้วยแม่ไสล 

กว๊านพะเยามีน้ำตลอดปีแต่ไม่มากส่วนมากของกว๊านมีน้ำอยู่เล็กน้อยและเป็นที่ตื้นเขิน กอบไปด้วยหญ้า

สูงหลายชะนิด  และมีผักตบชวา  กระจับ  บัว  สาหร่ายหลายพันธุ์ ฤดูแล้งบางตอนเห็นตลิ่งได้ถนัด  และ

มีดอนอยู่กลางกว๊านเป็นแห่ง ๆ

. เขตต์   ด้านตะวันตกของกว๊านจดนาของราษฎรเป็นส่วนมาก    ด้านเหนือใต้ติดหมู่บ้าน  และนาของ

ราษฎรบ้างเล็กน้อย ด้านตะวันออกติดหมู่บ้านของราษฎร และติดถนนสายลำปาง–เชียงราย เขตต์เท่าที่

สำรวจแล้วมีพื้นน้ำ ๑๕,๖๗๕  ไร่  ในระดับ  +๓๙๑  แต่ฤดูน้ำลดจะมีระดับ –๓๙๐   คือน้ำลดลง  ๑ เมตร์ 

จะมีเนื้อที่น้ำเพียง๑๐,๖๐๗ไร่ ตามความมุ่งหมายที่จะกักน้ำไว้ทั้งนี้ตามทางคำนวณของกรมชลประทาน

. น้ำ    ในเวลาที่ทำการสำรวจวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ศกนี้  น้ำในกว๊านมีน้อยเต็มที  กล่าวคือ  ได้หยั่งดู

ระดับทั่วๆ ไปแล้ว มีน้ำประมาณ ๑เมตร์ บางตอนทางด้านตะวันตกของกว๊านมีความลึกเพียง๓๐-๔๐ซม. 

 แต่ที่ท้องกว๊านจะวัดได้ในราว  ๑.๕๐ ถึง  ๒.๐๐ เมตร์   เป็นอย่างมากเฉพาะในแอ่งลึก ๆ

           ฤดูที่น้ำมากที่สุดจะมีความลึกราว ๔.๐๐ เมตร์  แต่ในฤดูแล้งจะลดลงมากเพียง ๑.๐๐ เมตร์  เป็น

อย่างมาก  กระแสน้ำไหลเชี่ยวในฤดูน้ำมาก  และไหลออกทางลำน้ำแม่อิง  ฤดูแล้งไม่มีกระแสน้ำก็ว่าได้

เพราะน้ำไหลออกลำน้ำแม่อิงได้น้อย  ประกอบด้วยผักตบชะวาได้ไหลเข้าไปอัดกันอยู่ในลำน้ำแม่อิงด้วย

 น้ำในกว๊านค่อนข้างขุ่น และมีสีแดงบ้างเล็กน้อยเป็นแห่ง ๆ

๔. สิ่งที่เกิดในกว๊าน            

         ก.  ผักตบชะวามีมากประมาณ ๑ ใน ๓ ของพื้นที่น้ำในกว๊าน   ผักตบชะวาไม่อยู่เป็นที่ทางและมัก

จะอยู่เป็นแห่งๆ ที่กระจัดกระจายอยู่มีน้อย ติดค้างอยู่ตามริมกว๊านก็มีมาก เวลามีลมจัดและน้ำในกว๊าน

มาก ลมมักจะพัดผักตบชะวาใหญ่ๆ ย้ายที่ไปได้ไกลๆ และไปติดรวมกันเป็นแห่งๆ ผักตบชวาในกว๊านนั้น

แสดงว่ามีมานาน ต้นจึงงามใหญ่ และสูงใหญ่  ผักตบชวาไม่มีประโยชน์อย่างใด  นอกจากจะเป็นที่อาศัย

ของปลา

         ข. หญ้าต่างๆ ในกว๊านพะเยามีหญ้าหลายชนิด เช่นหญ้าปล้อง หญ้าเค้านกขึ้นอยู่ทั่วไปถ้าในฤดู

แล้งน้ำลดลงต้นหญ้าจะขึ้นงาม และเป็นกอสูง ๆ   โดยมีมากอยู่ทางด้านใต้

         ค. แหน สาหร่าย บัว และกระจับ  แหนมีบ้างเล็กน้อยเป็นบางตอน  สาหร่ายมีมากทางด้านเหนือ

ของบึง  มีอยู่ ๓ พื้นเมืองเรียกกันว่าสาหร่ายนุ้ย  ต้นและใบยาวเล็กเป็นฝอย ๆ สาหร่ายเกียต้นยาวใบโต

กว่าและสาหร่ายหางม้า  สาหร่ายมีมากในกว๊านและซื้อขายกัน  ส่วนกระจับมีไม่มาก

. ปลา  มีหลายชะนิด   ปลาน้ำจืดธรรมดาส่วนมากมีในกว๊าน   เช่น  ปลาหมอ   ปลาช่อน   ปลาเค้า  

ปลาสร้อย   ปลากด   ปลาดุก   ปลาไหล   ปลาปีก (ตะเพียน)   ปลาปักเป้า   ปลาชิด (ปลาสร้อยเล็ก) 

ปลาตอง (ปลากราย)  ปลาสลิด  ปลากระดี่  ปลาแขยง  ปลาซิว  และปลาท้องพลุ      ปลาต่าง ๆ เหล่านี้ 

เท่าที่สังเกตจำนวนน้อยมาก และตัวเล็กๆ เป็นลูกปลาเกือบทั้งสิ้น  ปลาที่อยู่ในวัยสืบพันธุ์ได้นั้นพบน้อย

ที่สุด  ราษฎรจับปลาด้วยวิธีใช้สวิง หรือยอเล็กช้อนไปใต้กอผักตบชะวาที่ปลาอาศัยอยู่  แล้วรื้อผักตบนั้น

ออก ช้อนลูกปลาขึ้นใส่เรือ  ฤดูแล้งใช้วิดหนองหรือแอ่งน้ำตามบริเวณกว๊านทั่วไปเท่าที่สังเกตปลามีน้อย

มากไม่พอความต้องการของราษฎร  เช่นลูกปลากระดี่แห้งก็มีราคาแพงกว่าในตลาดกรุงเทพฯ     สินค้า

ปลาไม่มีเลย  นอกจากขายกันพอเลี้ยงชีพไปบ้างเล็กน้อยเท่านั้น           

ความคิดเห็น        

           เนื่องจากกองการประมงได้รับงบประมาณให้ทำการก่อสร้างปรับปรุงกว๊านพะเยา ทำระบาย และ

ฝายคันกั้นน้ำ รวมทั้งที่พักและที่ทำการของเจ้าหน้าที่นั้น  ข้าพเจ้าได้ไปทำการสำรวจที่ทั่วๆไป  ส่วนของ

กองการประมงที่จะทำการก่อสร้างนั้น   ข้าพเจ้าเลือกได้ที่เนินแห่งหนึ่งอยู่ใกล้วัดจอมคำเรือง  ติดต่อกับ

แนวสะพานข้ามแม่น้ำอิง  เป็นบริเวณไม่ไกลจากหมู่บ้าน  การไปมาติดต่อได้สะดวก เป็นสถานที่งดงาม

มีต้นไม้ใหญ่ ๆ หลายต้น  ส่วนสถานที่พักควรอยู่บนเนิน  ทำให้มองเห็นจากสะพานข้ามคลอง  นอกจาก

สถานที่นี้แล้วไม่เห็นที่ตรงไหนจะดีกว่า เพราะเป็นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง จึงเห็นว่าเหมาะแก่การงานอยู่หลาย

ประการ           

วิธีดำเนินการ           

           ๑. ในชั้นต้นควรดำเนินงานทำการรังวัดเขตต์ให้แน่นอนเสียก่อนว่าจะเอาเพียงใด  เท่าใด เฉพาะ

แต่เขตต์ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น   เพราะเกรงว่าเมื่อเป็นที่ของราษฎรก็เสียค่าชดเชยมาก    เมื่อได้ทำการ

สำรวจแล้วจึงจัดการเวนคืนภายหลังตามนัยแห่งพระราชกฤษฎีกา        

           ๒. เมื่อเข้าทำการก่อสร้างได้ในที่ของราษฎร จัดการดำเนินสร้างที่พักที่ทำการและบ่อปลาทีเดียว     

           ๓. ที่ที่ใช้ในการก่อสร้างของกองการประมงนั้น    ติดที่ของราษฎรอยู่บ้างหลายราย    แต่คงเจรจา

ตกลงกันได้           

           ๔. ในเดือนมกราคมนี้   เมื่อตกเบิกเงินงบประมาณแล้ว  สมควรให้นายเล็ก  แตงหนู   ขึ้นไปกว๊าน

พะเยาก่อน   พร้อมด้วยนายประยูร เวชพงศ์    เพื่อดำเนินงานเก็บผักตบชะวา    และทำการสร้างที่พัก

ในการคุมงานก่อสร้าง  ข้าพเจ้าได้ทำงานติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองไว้แล้ว   คงไม่ขัดข้องอย่างไร 

เมื่อการก่อสร้างเสร็จ   ก็จะได้ดำเนินการสร้างบ่อปลา  และเลี้ยงพันธุ์ปลาบางชะนิดไปเสียทีเดียว    จึง

เสนอมาเพื่อทราบตามแผนการ           

การกำจัดผักตบชะวา  ทำการเก็บหลายวิธีคือ

           ๑. กำจัดผักที่ค้างอยู่ในเวลาน้ำในบึงลดโดยวิธีการเผา

           ๒. เก็บใส่ที่คอกหรือทับถมให้เน่า

           ๓. โดยวิธีปล่อยผักออกจากบึงในฤดูน้ำมาก  แต่คงไม่ถนัด เพราะทางออกแคบ  และเมื่อออกไปก็

มักไปติดตามคลองทำให้ทางออกยากเข้าอีก

การบำรุงพันธุ์ปลา

        สร้างบ่อทดลองเลี้ยงปลาตัวอย่าง พักไข่ปลาและเลี้ยงลูกปลาเพื่อการแจกแก่ผู้ประสงค์จะทำการ

เพาะเลี้ยงบ้างเมื่อเพาะเลี้ยงได้จำนวนมากก็จะได้ปล่อยลงกว๊าน และทำสถิติในวาระที่กฤษฎีกาเวนคืน

ยังไม่ตก งานนี้จะต้องรีบเร่งดำเนินงานให้ทันกาล จึงเห็นควรร่วมมือกับข้าหลวงประจำจังหวัดและนาย

อำเภอขอซื้อที่ดินราษฎรเฉพาะแต่ที่ที่ต้องการจริง ๆ เสียก่อน    เพื่อจะได้ลงมือทำการก่อสร้าง     ฉะนั้น

ข้าพเจ้าจึงเสนอมาเพื่อทราบ และขณะเดียวกันได้มีบันทึกความทรงจำของ  นายเอี้ยง  เงารังษี  หัวหน้า

สถานีประมงน้ำจืดพะเยา คนที่ ๓  ซึ่งได้บันทึกไว้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ได้ย้ำถึงความชัดเจน เรื่อง

ของการสร้างสถานีประมงน้ำจืดดังนี้   

            “ข้าพเจ้าขอบันทึกข้อความสั้น ๆ  ที่ถือว่าเป็นสาระสำคัญในการริเริ่มงานโดยสังเขป ดังนี้ คือ”

๑. ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒    ข้าพเจ้าได้ถูกส่งมาทำงานที่อำเภอพะเยา (ในขณะนั้น) จังหวัดเชียงราย  พร้อม

กับหัวหน้าคนงาน  งานที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ คือการสร้างแหล่งน้ำให้กับพะเยา  ซึ่ง

ข้าพเจ้าได้ริเริ่มปฏิบัติโดยลำดับ  คือ

           ๑.๑  กำจัดสิ่งวัชพืชต่าง ๆ  ในตัวกว๊าน   ข้าพเจ้าได้เริ่มงานกำจัดสิ่งรกต่าง ๆ    โดยใช้คนงานถึง 

๑๐๐  คน  เนื่องจากเป็นภารกิจรีบเร่ง จะต้องรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จ  เพราะจะต้องรีบสร้างประตูปิด

เปิดกักน้ำต่อไป

           ๑.๒  ดำเนินการวิ่งเต้นจัดหาที่ดิน  เพื่อก่อสร้างประตูระบายน้ำ และขอซื้อจากเจ้าของที่ดินซึ่งได้

จับจองอยู่มาก่อน

           ๑.๓  เดินสำรวจจัดทำแผนที่แสดงอาณาเขตของกว๊าน เพราะรอบ ๆ บริเวณดังกล่าวเป็นป่ารกมี

เจ้าของถือกรรมสิทธิ์ครอบครองอยู่แล้วทั้งสิ้น   ต้องทำการเจราจาต่อรองซื้อขายกัน              

๒. ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ งานได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยได้กั้นเขต และกักน้ำไว้ประมาณ ๑๐,๖๐๐ ไร่

นอกจากนี้ยังมีส่วนที่ดินที่จะสร้างประตูระบายน้ำ  และสามารถขุดบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้   และได้ทำ

การก่อสร้างบ้านพักเจ้าหน้าที่ ชั้นหัวหน้า ๑ หลัง ที่ทำการของสถานี ๑ หลัง ซึ่งอาคารทั้ง ๒ ก็ยังปรากฏ

ให้เห็นจนตราบเท่าทุกวันนี้               

๓. ในปีพ.ศ.๒๔๘๔ได้มีพิธีเปิดสถานีประมงอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ข้าพเจ้ากับหัวหน้า

คนงานอยู่ปฏิบัติงานที่สถานีต่อไปจนถึงวันที่  ๔  ธันวาคม  ๒๔๘๔ 

๔. ในปีพ.ศ. ๒๔๘๖ ทางกรมประมงได้ส่ง นายสวัสดิ์  เทียมเมฆ  มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีประมง

กว๊านพะเยา ระดับชั้นโท โดยมีข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งผู้ช่วยระดับชั้นตรี ต่อมาเมื่อนายสวัสดิ์ย้ายไปก็มี 

นายประสิทธิ์ กาญจนดุลย์ ย้ายมาแทน ข้าพเจ้าได้ร่วมงานในฐานะผู้ช่วยของหัวหน้าทั้ง ๒ คนดังกล่าว 

จนถึงปี พ.ศ.  ๒๔๙๐     ข้าพเจ้าก็ได้ย้ายไปเป็นประมงจังหวัดที่ประจวบคีรีขันธ์   ภารกิจการสร้างงานที่

กว๊านพะเยาของข้าพเจ้าเป็นระยะเวลา  ๙  ปีก็สิ้นสุดลง

กว๊านพะเยาได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ แปลงเลขที่ พย.7

          โดยมีประวัติการได้มาตามประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่เวนคืนในท้องที่

อำเภอพะเยา  จังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2482   เพื่อใช้ในราชการกระทรวงเกษตราธิการ (กระทรวงเกษตร

และสหกรณ์ปัจจุบัน)   ในการบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำกว๊านพะเยา   และซื้อด้วยงบประมาณแผ่นดินบางส่วน
           สำหรับเนื้อที่ของกว๊านพะเยาที่สำนักงานที่ดินออกให้ในปี พ.ศ.2540 ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่

หลวงเลขที่ พย.0149  มีเนื้อที่ 12,831-1-26.60 ไร่  ซึ่งจำนวนเนื้อที่ดังกล่าวยังไม่ใช่จำนวนเนื้อที่จริงของ

กว๊านพะเยาทั้งหมด      เนื่องจากในการรังวัดออกหนังสือสำคัญ  สำหรับที่หลวงที่ยื่นต่อสำนักงานที่ดิน

จังหวัดพะเยาในปี พ.ศ. 2529 นั้น   เป็นการรังวัดปักหลักเขตออกหนังสือสำคัญในส่วนที่ราษฎรคัดค้าน

เท่านั้น   โดยในส่วนที่มีราษฎรคัดค้านอยู้ด้านทิศเหนือของหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ พย.0149

บริเวณตั้งแต่สะพานขุนเดชขึ้นไป เนื้อที่ประมาณ 800 กว่าไร่  ยังไม่ได้รังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่

หลวง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบหลักฐานการบุกรุกของราษฎรที่ออกเอกสารที่ดิน

ทับที่ราชพัสดุว่ามีจำนวนกี่ราย เนื้อที่เท่าใด 
การควบคุม ระดับน้ำในกว๊านพะเยา

การเก็บกักน้ำในกว๊านพะเยา    

          เริ่มดำเนินการเก็บน้ำมาตั้งแต่การก่อสร้างทำนบ  และประตูน้ำกั้นแม่น้ำอิงบริเวณส่วนที่ไหลออก

จากที่ลุ่มต่ำทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของบวกและหนองทั้งหลาย(สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยาใน

ปัจจุบัน)  เสร็จเมื่อปี 2484 โดยประตูน้ำมีขนาด 4.28 x 4.50 เมตร จำนวน 1 บาน ในช่วงแรกที่เก็บน้ำยัง

ไม่ได้มีการบันทึกระดับน้ำไว้ เพิ่งจะมาเก็บข้อมูลระดับน้ำจากไม้วัดระดับน้ำบริเวณประตูน้ำเมื่อปี 2527

จนถึงปี 2532   ต่อจากนั้นต้องระบายน้ำออกจากกว๊านพะเยา   เพื่อก่อสร้างประตูระบายน้ำขึ้นใหม่เป็น

ประตูแบบ 2 บาน ขนาด 5.0 x 5.0 เมตร เริ่มเก็บน้ำครั้งใหม่ตั้งแต่ปี 2536

          เมื่อมีน้ำมากขึ้น  การประปาส่วนภูมิภาคจึงได้เริ่มก่อสร้างระบบประปาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2500 และเริ่ม

ให้บริการแก่ประชาชน  ตั้งแต่  พ.ศ. 2501  เป็นต้นมา       จากหนองน้ำย่อย ๆ จำนวนมาก      กลายเป็น

“กว๊านพะเยา”    อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่  ด้วยจุดประสงค์หลัก  2 ประการสำคัญของการสร้างเขื่อนกั้น

แม่น้ำอิงในตอนแรก    คือ ขังปลา   และขังน้ำเพื่อการบริโภค            ต่อมามีการนำไปใช้ประโยชน์อย่าง

หลากหลาย    ทั้งหน่วยงานของรัฐ  และชุมชนโดยรอบ       เพราะได้ใช้น้ำกว๊านในการอุปโภค   บริโภค

การเกษตร    การประมง    การประปา     รวมทั้งกว๊านยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ     แหล่งท่องเที่ยว

ธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดของกรมประมงอีกด้วย

 

 อ้างอิงhttp://www.fisheries.go.th/if-phayao/web2/index.php?option=com_content&view=article&id=42&Itemid=52

 

 

ประวัติของเชียงใหม่

ประวัติของเมืองเชียงใหม่

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย
   

พญาเม็งราย เจ้าเมืองเงินยาง องค์ที่ 25 แห่งราชวงศ์ลาว ได้แผ่อำนาจจากแอ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำกก มาจนถึงแคว้นหริภุญไชย ตีเมืองเล็กเมืองน้อยในเขตลุ่มแม่น้ำกกได้ทั้งหมด ตั้งเป็นแคว้นโยนก ส่วนเมืองใหญ่ เช่น เมืองพะเยาของพญางำเมือง ทรงใช้วิธีผูกสัมพันธไมตรี หลังจากนั้นได้แผ่อิทธิพลลงทางใต้ และสร้างเมืองเชียงรายเป็นศูนย์กลาง แล้วจึงเข้าตีแคว้นหริภุญไชย ซึ่งขณะนั้น มีความเจริญมั่นคง เป็นชุมทางการค้า มีแม่น้ำปิงเป็นเส้นทางขนส่งไปยังเมืองอโยธยาตอนล่าง ที่อยู่ใกล้ทะเล และสามารถติดต่อค้าขายกับจีนได้สะดวก

เมื่อพญาเม็งรายตีได้แคว้นหริภุญไชยสำเร็จ จึงได้รวมเข้ากับแคว้นโยนกตั้งเป็น “อาณาจักรล้านนา” พร้อมกันนั้นพญาเม็งราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหงจึงได้ร่วมกันสถาปนา “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” เมื่อปี พ.ศ. 1839 เป็นศูนย์กลาง อาณาจักรล้านนาตอนล่าง ที่นับเป็นศูนย์รวมของการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของอาณาจักร มีผู้ครองนครราชวงศ์เม็งรายต่อมาอีก 18 องค์บริเวณเมืองเชียงใหม่ อยู่ระหว่างเชิงดอยอ้อยช้าง (ดอยสุเทพ) และบริเวณที่ราบฝั่งขวาของเม่น้ำปิง (พิงคนที)

ความรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนา

ภายหลังที่พญาเม็งรายสถาปนาเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาตอนล่างแล้ว ได้ทรงสร้างอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงยิ่งขึ้น ทั้งด้านการเมือง การปกครอง การค้า และศาสนา

ด้านการเมือง การปกครอง

พญาเม็งรายทรงส่งพระญาติวงศ์ไปปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ที่เป็นเมืองขึ้น หรือเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ เช่น ลำปาง เชียงตุง เชียงรุ้ง ส่งโอรสไปปกครอง เมืองที่สำคัญ ๆ ได้แก่ เมืองนาย หัวเมืองไทไหญ่ และเชียงราย ซึ่งในระยะแรก ถือเป็นศูนย์กลางของการปกครองอาณาจักรล้านนาตอนบนรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 9 ที่ได้รับการยกย่อง ให้มีฐานะเป็น “ราชาธิราช” เท่ากับกษัตริย์อยุธยา ทรงแผ่ขยายอาณาเขตของล้านนาไปอย่างกว้างขวาง โดยทางด้านใต้และด้านตะวันออก ยึดได้เมืองน่าน แพร่ จนถึงหลวงพระบาง

ด้านตะวันตกขยายไปจนถึงรัฐฉาน เช่น เมืองไลคา สีป้อ ยองห้วย ด้านเหนือยึดได้เมืองเชียงรุ้งและเมืองยอง นอกจากนั้นยังได้ทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถนานถึง 25 ปี แต่ไม่สามารถเอาชนะกันได้ จนผูกสัมพันธไมตรีต่อกันด้านศาสนาพญาเม็งราย ทรงรับอิทธิพลศาสนาพุทธจากแคว้นหริภุญไชยซึ่งเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาตั้งแต่เดิม จนสมัยของพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 ที่ได้ทรงรับเอาลัทธิลังกาวงศ์ จากอาณาจักรสุโขทัยมาเผยแพร่ ได้โปรดให้สร้างวัดวาอารามและเจดีย์มากมาย เช่น สร้างวัดสวนดอก หรือวัดบุปผาราม รวมทั้งวัดพระธาตุดอยสุเทพและเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระสุมนเถระอัญเชิญมาจากสุโขทัย แล้วอัญเชิญไปไว้ที่วัดสวนดอก และวัดพระธาตุดอยสุเทพ

นอกจากนั้น ทรงได้สนับสนุนให้พระภิกษุจากเมืองต่าง ๆ มาศึกษาพระธรรมวินัยแบบลังกาวงศ์ที่วัดบุปผาราม และอาราธนาพระสงฆ์ในนิกายเดิมมาบวชใหม่ในนิกายลังกาวงศ์อีกด้วย จึงทำให้ในรัชสมัยของพระองค์เป็นศูนย์กลางทางศาสนาแทนหริภุญไชยไปในที่สุดในรัชสมัยของพญาสามฝั่งแกนกษัตริย์องค์ที่ 8 ได้ส่งคณะสงฆ์ เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนายังลังกา และได้กลับมาเผยแผ่พุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ ไปยังเมืองต่าง ๆ จนทำให้พระภิกษุตื่นตัวศึกษาปริยัติธรรมจนแตกฉานสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 9 ได้ทรงให้จัดการ สังคายนาพระไตรปิฎกขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก

ทรงสร้างวัดขึ้นอีกหลายวัด เช่น วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด)วัดป่าแดงมหาวิหาร เป็นต้น ทรงสร้างต่อเติมเจดีย์หลวงให้สูงขึ้น ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตจากวัดพระธาตุลำปางหลวงมาประดิษฐานไว้ที่เจดีย์หลวงล่วงมาในสมัยพญาแก้ว หรือพระเมืองแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 11 ภิกษุชาวเชียงใหม่ ได้สร้างผลงานวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่สำคัญไว้มากมาย เช่น จามเทวีวงศ์ ชินกาลมาลีปกรณ์ เวสสันดร ทีปนี มูลศาสนา และปัญญาสชาดก เป็นต้น

การล่มสลาย

อาณาจักรล้านนา เริ่มเสื่อมลงในปลายรัชสมัยพญาแก้ว เนื่องจากกองทัพเชียงใหม่ได้พ่ายแพ้แก่เชียงตุงในการทำสงคราม เสียชีวิตไพร่พลลงเป็นจำนวนมาก ประกอบกับเกิดอุทกภัยขึ้น ในเชียงใหม่ ทำให้เสียชีวิตผู้คนลงอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้บ้านเมือง เริ่มเกิดความไม่มั่นคง ภายหลังจากที่พญาแก้วสิ้นพระชนม์ กษัตริย์องค์ต่อมาอ่อนแอ อีกทั้งเกิดมีการจลาจลแย่งชิงราชสมบัติ จนทำให้ขุนนางมีอำนาจมากขึ้น จนถึงกับแต่งตั้งหรือถอดถอน กษัตริย์ได้ เมื่อศูนย์กลางอำนาจเกิดสั่นคลอน เมืองในปกครองจึงแยกตัวเป็นอิสระ แย่งชิงอำนาจ และไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการ

จนถึงสมัยมหาเทวีจิรประภา กษัตริย์องค์ที่ 15 กองทัพไทใหญ่ที่ได้ตั้งตัวเป็นอิสระ ยกมาปล้นเมือง และเมื่อกองทัพอยุธยา ก็ได้ยกมาล้อมเชียงใหม่ หัวเมืองต่าง ๆ ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ จนกระทั่งเมื่อพม่ายกทัพมาล้อมเชียงใหม่ ในสมัยท้าวแม่กุเพียง 3 วัน เชียงใหม่จึงเสียแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2101 และนับจากนั้นเป็นต้นมา อาณาจักรล้านนาจึงตกเป็นเมืองขึ้นของพม่ายาวนานถึง 216 ปี

การเป็นอิสระจากพม่า

ระหว่างที่พม่าได้ปกครองล้านนามาเป็นเวลายาวนานนั้น คราวใดที่พม่ามีกษัตริย์ที่อ่อนแอ ผู้นำชาวล้านนาก็จะลุกขึ้นต่อต้าน ที่จะแยกเป็นอิสระในปี พ.ศ. 2101-2207 พม่ายอมให้ล้านนาปกครองตนเอง แต่ต้องส่งบรรณาการแก่พม่าในฐานะเป็นเมืองขึ้นจนกระทั่งปี พ.ศ. 2207 พม่าได้รวมล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพม่า พร้อมทั้งส่งขุนนางพม่ามาปกครอง ทั้งได้แยกเชียงแสนออกจากเชียงใหม่ และตั้งเป็นฐานที่มั่นของพม่า เพื่อทอนอำนาจของเชียงใหม่ที่พยายามจะแยกตัวเป็นอิสระในปี พ.ศ. 2270 เชียงใหม่ได้แยกตัวเป็นอิสระจากพม่าได้ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะถูกพม่ายึดกลับคืนได้อีกในปี พ.ศ. 2306 เชียงใหม่จึงถูกพม่าปกครองอย่างเข้มงวดและกดขี่ขูดรีด ทำให้ขุนนางล้านนาไม่อาจทนได้ในที่สุด พระยาจ่าบ้าน ขุนนางเมือง เชียงใหม่ กับพระยากาวิละเจ้านครลำปาง พากันมาเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าตากสิน และร่วมกับกองทัพพระเจ้าตากขับไล่พม่าจากเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ. 2317 และอีก 30 ปี ต่อมาจึงสามารถขับไล่พม่าจากเชียงแสนได้
อ้างอิงhttp://www.eduzones.com/knowledge-2-4-28685.html

ประวัติของเชียงราย

ข้อมูลทั่วไปของจังหวัดเชียงราย

จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ภาคเหนือของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ 785 ก.ม. มีเนื้อที่ประมาณ 11,678.369 ตร.ก.ม. หรือประมาณ 7,298,981 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ
ติดต่อกับ

ประเทศสหภาพพม่า และประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว

ทิศใต้
ติดต่อกับ

จังหวัดลำปาง และจังหวัดพะเยา

ทิศตะวันออก
ติดต่อกับ

ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจังหวัดพะเยา

ทิศตะวันตก
ติดต่อกับ

ประเทศสหภาพพม่า และจังหวัดเชียงใหม่

18 อำเภอ
 
ชื่อ
ระยะทางจากอ.เมือง
 
ชื่อ
ระยะทางจากอ.เมือง

      

อ.เมืองเชียงราย

-

      

อ.แม่สาย

63 กม.

      

อ.เชียงของ

145 กม.

      

อ.แม่สรวย

62 กม.

      

อ.เวียงป่าเป้า

91 กม.

      

อ.พญาเม็งราย

48 กม.

      

อ.เทิง

64 กม.

      

อ.เวียงแก่น

150 กม.

      

อ.ป่าแดด

52 กม.

      

อ.ขุนตาล

63 กม.

      

อ.พาน

47 กม.

      

อ.แม่ฟ้าหลวง

65 กม.

      

อ.เวียงชัย

12 กม.

      

อ.แม่ลาว

19 กม.

      

อ.แม่จัน

28 กม.

      

อ.เวียงเชียงรุ้ง

45 กม.

      

อ.เชียงแสน

60 กม.

      

อ.ดอยหลวง

40 กม.

 

 

ตราประจำจังหวัดเชียงราย
รูปช้างสีขาวใต้เมฆ

                                                                          เมื่อพญามังรายได้ทรงรวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือในอาณาเขตรอบ ๆ ได้แล้ว
จึงทรงกรีฑาทัพไปแสดงฝีมือในการยุทธต่อหัวเมืองฝ่ายใต้ลงมา จึงได้ไปรวมพล
ณ. เมืองลาวกู่เต้า และหมอควาญได้นำช้างมงคลของพญามังรายไปทอด (ผูก) ไว้
ในป่าหัวดอยทิศตะวันออก พลัดหายไป พญามังรายจึงได้เสด็จติดตามรอยช้างไปจนถึงดอยทองริมแม่น้ำกกนัทธีได้ทัศนาการเห็น ภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม อุดมสมบูรณ์เป็นชัยภูมิที่ดี จึงได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นในที่นั่น ให้ก่อปราการโอบเอาดอยจอมทองไว้ในท่ามกลางเมือง ขนานนามเมืองว่า “เวียงเชียงราย” ตามพระนามของพญามังรายผู้สร้าง
เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 ดังนั้น จึงได้นำรูปช้างสีขาวใต้เมฆแห่งความรุ่งเรือง และอยู่เย็นเป็นสุข บนพื้นสีม่วงของวันเสาร์ ซึ่งตรงกับวันประสูติของพญาเม็งราย เป็นสีประจำจังหวัด

คำขวัญของจังหวัดเชียงราย

 

“เหนือสุดในสยาม                                             ชายแดนสามแผ่นดิน

ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา                                   ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง”

ธงประจำจังหวัดเชียงราย

ดอกไม้ประจำจังหวัด

ชื่อดอกไม้ดอกพวงแสด
ชื่อ วิทยาศาสตร์ : Pyrostegia Venusta (ker) Miers
วงศ์ : Bignonia Ceae
ลักษณะชนิดพันธุ์ไม้ : ไม้เลื้อยต่างประเทศ
ชื่ออื่น ๆ : Orange trumpet, Flane Flower, Fire – Cracder Vine

ต้นไม้ประจำจังหวัด

ชื่อพันธุ์ไม้ กาสะลองคำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Radermachera ignea (Kurz) Steenis
วงค์ Dignoniaceae
ชื่ออื่น ๆ ปีปทอง, แคเป๊าะ, สำเนาหลามต้น, สะเภา, อ้อยช้าง, จางจืด
ประวัติความเป็นมาของต้นไม้ประจำจังหวัดเชียงราย

ต้นกาสะลองคำ เป็นต้นไม้ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ในพิธีเปิดโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์
ปีที่ 50 วันที่ 9 พฤษภาคม 2537 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ความเป็นมาของตุงเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                                เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งนับว่าเป็นวาระอันมงคลยิ่ง พสกนิกรชาวเชียงรายทุกหมู่เหล่าและเผ่าพันธุ์ได้รวมใจกันเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันหาที่สุดมิได้ ต่อพสกนิกรชาวเชียงรายและชาวไทย จึงพร้อมใจกันจัดสร้างตุงทองคำเพื่อ
น้อมเกล้าน้อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน ๒ ตุง และตุงหลวงจำนวน ๑ ตุง เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาส
จังหวัดเชียงรายสถาปนาได้ ๗๓๗ ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมโครงการเฉลิมพระเกียรติของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การนำของ
นายวิจารณ์ ไชยนันทน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในสมัยนั้น ได้รับความร่วมมือร่วมใจ จากประชาชนชาวเชียงรายทุกหมู่เหล่า เผ่าพันธุ์ เป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งตุงผืนที่ ๑ ออกแบบโดย นายถวัลย์ ดัชนี ผืนที่ ๒ ออกแบบโดย นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตุงหลวง ออกแบบโดย นายกนก วิศวกุล ผู้ออกแบบได้ศึกษาและผสานความคิดสอดคล้องกันกับชาวเชียงรายผนวกกับความจงรักภักดี จังมีความหมายและเกิดรูปแบบดังต่อไปนี้

ตุงผืนที่ ๑
ออกแบบโดย นายถวัลย์ ดัชนี
รูปแบบตุง มีลักษณะเป็น จลนะภาพ คือการแสดงออกถึงพลังแห่งการเคลื่อนไหว อิสระเบ่งบานในการรังสรรค์ที่มิได้ยึดรูปแบบดั้งเดิม หากแต่ยังไว้ซึ่งศักยภาพในด้านเนื้อหา ปรัชญาศรัทธา และสัญลักษณ์อันเปี่ยมด้วยความหมายของกษัตริย์แห่งจักรีวงศ์ โดยใช้รูปแบบของนารายณ์ทรงครุฑ อันเป็นพระราชลัญจกรของรามาวตาร พระวิษณุอวตารลงมาเป็นพระราม รูปพระนารายณ์สี่กรทรงตรี คธา จักร และสังข์ ประทับยืนบนครุฑ ช้างเอราวัณสามเศียร หมายถึง สวรรค์ชั้นดุสิต ที่สถิตของพระอินทร์ และพระธาตุเกษแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ อยู่บนฐานปัทม์ ดอกบัวเสี้ยงเดือนรูปปิ่นพระศิวะ และกระต่ายแทนปีพระราชสมภพ และเป็นสัญลักษณ์ของ ศศิธรประภามณฑลของพระอิศวร ตามปกิรนัมตรีมูรติ จิตรกรแทนหกรอบพระชันษา โดยใช้ชื่อสัตว์หิมพานต์ทั้งหก อันมีช้างเอราวัณ ครุฑ นาค นรสิงห์ คชสีห์ และกระต่าย นับได้ว่าเป็นงานรังสฤษฎ์ที่สมบูรณ์ด้วยรูปแบบ เปี่ยมด้วยความหมาย ทรงพลังและเข้มขลังด้วยศรัทธาความรัก

ตุงผืนที่ ๒
ออกแบบโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
เป็นตุงแห่งความจงรักภักดีของชาวเชียงรายและปวงประชาไทย น้อมเกล้าถวายบูชาองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
แสดงออกด้วยรูปแบบที่บ่งบอกถึง”จากแผ่นดิน – สู่แผ่นฟ้า”
ดิน หมายถึง รูปทรงล่างสุดของตุง ที่มีสัญลักษณ์รูปช่างอันเป็นตราประจำจังหวัดเชียงรายโอบอุ้มขึ้นไปสู่รูปทรงที่ปรากฏเป็นภาพประชาชนชาวเชียงรายถวายเครื่องสูง เพื่อน้อมถวายสักการะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในบรรยากาศของขุนเขาดอยนางนอน และองค์พระธาตุดอยตุง เหนือจากดอยตุงเป็นภาพพญาครุฑ อันเป็นพาหนะของพระนารายณ์ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ขององค์พระมหากษัตริย์ หลังของพญาครุฑเป็นรัศมีที่โอบอุ้มมี ๑๐ องค์ หมายถึง การปกครองด้วยทศพิธราชธรรม เหนือพญาครุฑเป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ มีเปลวกนกที่หมายถึงพระเมตตา รองรับพญานาค ซึ่งหมายถึงพระบารมีที่ปกป้องไพร่ฟ้าประชาชน ดอกบัว และแสดงถึงทรงเป็นนักปฎิบัติธรรมแตกฉานในพระธรรมอย่างลึกซึ้ง บนสุดเป็นตราสัญลักษณ์ 6 รอบ ล้อมด้วยเปลวกนกที่โพยพุ่งไปสู่ความสว่าง คือ พระนิพพาน

ตุงผืนที่ ๓
ออกแบบโดย นายกนก วิศวะกุล
ภาพโดยรวมของตุงหลวงเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงออกถึงพลังแห่งความสงบนิ่งและมั่นคงพลังแห่งความจงรักภักดี พลังแห่งความเคารพศรัทธายิ่ง ของเหล่าพสกนิกรชาวไทย ที่น้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องจากตุงหลวงเฉลิมพระเกียรติฯ นี้ จะได้จัดสร้างไว้ที่จังหวัดเชียงรายในโอกาสข้างหน้า เพื่อร่วมฉลองเมืองเชียงรายที่สถาปนามาได้ ๗๓๗ ปี ดังนั้น รูปแบบด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม จึงต้องคำนึงถึงหลักภูมิทัศน์ที่มีความสอดคล้องกลมกลืนอย่างสงบ มั่นคงและสง่างาม

อ้างอิง http://www.chiangrai.net/CPOC/2010/cr_page/about.aspx

ประวัติของอ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ประวัติความเป็นมาของอำเภอสัตหีบ
เมื่อปี พ.ศ.2480 ได้ก่อตั้งเป็นกิ่งอำเภอ และได้ก่อตั้งขึ้นเป็นอำเภอเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2496 โดยมีนายอำเภอ
คนแรกชื่อ นาย.ชุมพล อุทยานิก และในปัจจุบันที่ว่าการของอำเภอสัตหีบตั้งอยู่ที่ ถนนเลียบชายทะเล ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ

สัตหีบ… เป็นสถานที่สวยงาม ประกอบด้วยภูเขาสูงหลายลูกสลับซับซ้อน อากาศร่มรื่นมีทะเลและอ่าวที่สวยงามเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วไป อาทิเช่น อ่าวดงตาล หาดทราย สวยของหาดนางรำ หาดทรายแก้ว หรือเป็นอ่าวเตยงาม หรือในชื่อเดิมว่า ” อ่าวตากัน “ซึ่งในปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งกองบัญชาการนาวิกโยธิน ซึ่งอ่าวเตยงามแห่งนี้มีเรื่องเล่าขาเก่าแก่ว่า ” ตากัน ” เป็นผู้มาตั้งรกรากที่สัตหีบคนแรก อดีตบริเวณชายทะเลตะวันออกแห  นี้มีโจรสลัดชุกชุมคอยปล้นฆ่าเรือต่างๆที่สัญจร แต่ตากันเองเป็นผู้มีวิชาอาคมและมีความ  สามารถไม่เกรงกลัวต่อเหล่าโจรสลัดมาตั้งรกรากที่สัตหีบแห่งนี้ และต่อมาเสด็จกรมหลวง ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้เห็นความเหมาะสมของอำเภอสัตหีบเพื่อปรับปรุงเป็นฐานทัพเรือ และได้ทรงรู้จักกับตากัน อีกทั้งยังทรงได้รับเครื่องรางของขลังจากตากันหลายอย่างต การพื้นที่เพื่อทำประโยชน์ของทหารเรือ ตากันจึงต้องมาอยู่บริเวณหลังตลาดสัตหีบ… ถ้าพิเคราะห์คำว่า ” สัตหีบ ” หลายท่านให้ความเห็นว่า ” สัตต ” แปลว่า เจ็ด ” หีบ ” ก็หมายถึงหีบ ก็น่าจะแปลว่า หีบเจ็ดใบ สอดคล้องกับตามประวัติเจ้าแม่แหลมเทียนว่าได้ นำพระราชาลงในหีบเจ็ดใบเพื่อหลบหนียักษ์ ตามตำนานที่ได้กล่าวขานไว้ด้วย…

สภาพทั่วไปสัตหีบ… ขนาดที่ตั้งและอาณาเขตระยะทางจากอำเภอสัตหีบถึงศาลากลางจังหวัดชลบุรี ระยะทาง
ประมาณ 86 กิโลเมตร. และจากอำเภอสัตหีบถึงศาลากลางจังหวัดระยอง ประมาณ 48 กิโลเมตร.
อำเภอสัตหีบ แบ่งการปกครองออกเป็น 5 ตำบล 41 หมู่บ้าน
1) ตำบลสัตหีบ ประกอบไปด้วยหมู่บ้านจำนวน 9 หมู่บ้าน.
 2) ตำบลบางเสร่ ประกอบไปด้วยหมู่บ้านจำนวน 11 หมู่บ้าน.
 3) ตำบลนาจอมเทียน ประกอบไปด้วยหมู่บ้านจำนวน 9 หมู่บ้าน.
 4) ตำบลพลูตาหลวง ประกอบไปด้วยหมู่บ้านจำนวน 8 หมู่บ้าน.
 5) ตำบลแสมสาร ประกอบไปด้วยหมู่บ้านจำนวน 4 หมู่บ้าน.
และจำนวนประชากรทั้งสิ้นในอำเภอสัตหีบมีจำนวน 117,345 คน. (ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้)
อำเภอสัตหีบด้านทิศเหนือ ติดต่อกับตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี…..
อำเภอสัตหีบด้านทิศใต้ จรดอ่าวไทย…..
อำเภอสัตหีบด้านทิศตะวันออก ติดต่อกับตำบลห้วยใหญ่ และตำบลสำนักท้อน ของจังหวัดระยอง…..
อำเภอสัตหีบด้านทิศตะวันตก จรดอ่าวไทย…..
สภาพภูมิประเทศสัตหีบ… พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอสัตหีบเป็นพื้นที่เขาและเป็นเนินติดทะเล และเป็นพื้นทรายประมาณ 1 ใน 3 ของ
พื้นที่ทั้งหมดและพื้นดินเป็นดินปนทราย ไม่มีลำน้ำที่สำคัญ มีแต่ลำห้วย ไม่มีภูเขาขนาดใหญ่ในพื้นที่มีแต่ภูเขาขนาดกลาง และภูเขาขนาดเล็กโดยทั่วไปของพื้นที่.
สภาพภูมิอากาศสัตหีบ… อำเภอสัตหีบในช่วงฤดูหนาว จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์
อำเภอสัตหีบในช่วงฤดูร้อน จะเริ่มตังแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนมิถุนายน
และอำเภอสัตหีบในช่วงฤดูฝน จะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนตุลาคม
ทรัพยากรธรรมชาติสัตหีบ… อำเภอสัตหีบมีป่าไม้มีป่าเขาชีโอนซึ่งเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ และยังไม่มีการสำรวจแหล่งแร่ ส่วนโบราณวัตถุ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ของอำเภอสัตหีบได้แก่รูปปั้นของหลวงปู่อี๋ ที่วัดสัตหีบและรูปจำลองของสมเด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่ประดิษฐานอยู่ที่สวนสาธารณะหนองตะเคียน.
คำขวัญอำเภอสัตหีบ
อนุรักษ์เต่าทะเล ………………………………………….. เสน่ห์ธรรมชาติ
อภิวาทหลวงปู่อี๋ ………………………………………….. เขาชีจรรย์พระใหญ่
ไหว้กรมหลวงชุมพร ………………………………………….. ถิ่นขจรราชนาวี

 อ้างอิงhttp://www.oknation.net/blog/boyman/2009/05/03/entry-2

 

 

ประวัติของจังหวัดชลบุรี

ประวัติความเป็นมาของจังหวัดชลบุรี

ชลบุรี เป็นดินแดนที่มีผู้คนมาอาศัยมาตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์  ได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีที่ตำบลโคกพนมดี  อำเภอ พนัสนิคม  ได้พบร่องรอยของชุมชนโบราณก่อนสมัยประวัติศาสตร์  โคกพนมดีเป็นเชลล์มาวด์ที่ใหญ่โตแห่งหนึ่ง  ซึ่งยังไม่เคยพบใน ประเทศทางเอเซียอาคเนย์อื่น ๆ จากการศึกษาโครงกระดูกมุนษย์และโบราณวัตถุที่พบ  เช่น  เครื่องมือหินขัด  เครื่องปั้นดินเผาแบบ เชือกทาบ  รวมทั้งเครื่องประดับที่ทำด้วยเปลือกหอยและหินมีค่า  แสดงว่าเป็นชุมชนที่มีความเจริญอยู่ในระดับยุคหินใหม่  การค้นพบ แห่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่โคกพนมดีนี้  ย่อมแสดงให้เห็นว่าบริเวณจังหวัดชลบุรี  เป็นดินแดนที่มีผู้คนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุคหิน ใหม่แล้ว  ส่วนชุมขนที่พัฒนาเป็นบ้านเมืองสำคัญในยุคแรกของประวัติศาสตร์ในเขตจังหวัดชลบุรี  ได้แก่  เมืองพระรถ  เมืองพญาเร่ และ เมืองศรีพโล

ยุคก่อนประวัติศาสตร์  จากการสำรวจในช่วง ปี พ.ศ.๒๕๑๖ – พ.ศ.๒๕๒๘ ในพื้นที่อำเภอพนัสนิคม อำเภอพานทอง อำเภอบ่อทอง และอำเภอเมือง ฯ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็่นดินแดนที่มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เป็นชุมชนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถึงยุคประวัติศาสตร์ นับแต่เขาชะอางห้ายอดในแหล่งโบราณคดีกลุ่มเขาชะอาง อำเภอบ่อทอง ชุมชนโคกพนบดี โคกพุทรา อำเภอพนัสนิคม ชุมชนโคกระกา โคกกะเหรี่ยง อำเภอพานทอง และชุมชนเนินสำโรง อำเภอเมือง ฯ

 

แผนที่จังหวัดชลบุรี

อ้างอิงhttp://www.vichit.com/profile/index.php?option=com_content&view=article&id=60:chonburi-history&catid=37:phanthong&Itemid=58

 

ประวัติประเพณีกองข้าว

ประเพณีกองข้าว
ประเพณีกองข้าว เทศบาลเมืองศรีราชา เป็นประเพณีท้องถิ่นของ
จังหวัดชลบุรีโดยแท้ที่สืบต่อๆกันมาตามประวัติ เล่าว่าประเพณี
กองข้าวจัดในหลายอำเภอ อาทิเช่น อำเภอเมืองชลบุรี
อำเภอศรีราชา อำเภอบางละมุง อำเภอพนัสนิคม ฯลฯ
ครั้นกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปในบางพื้นที่ประเพณีได้เลือนหายไป
ที่ศรีราชายังคงอนุรักษ์ไว้อย่างต่อเนื่องและเหนียวแน่น
จนกระทั่งกลายเป็นประเพณีเอกลักษณ์ของชาวศรีราชา
โดยเฉพาะเมื่อ เทศบาลเมืองศรีราชาและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ร่วมกันจัดงานกองข้าวศรีราชา เริ่มแต่ปี 2536 เป็นต้นมา
  โดยกำหนดจัดงานประเพณีระหว่างวันที่ 29– 21 เมษายนของทุกปี ในอดีตเมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ศรีมหาราชา
ของทุกปีชาวบ้านจะนัดหมายกันมานำสำรับข้าวปลาอาหารทั้งคาวหวานมากองรวมกันและเชิญภูติผีทั้งหลายมากินปีละครั้ง
โดยเชื่อว่าภูติผีจะไม่มาทำอันตรายชีวิตครอบครัวหรือทรัพย์สินของตนเองหลังพิธีเซ่นไหว้ชาวบ้านจะล้อมวงรับประทานอาหาร
ร่วมกันมีการร้องรำทำเพลง การละเล่นสนุกสานมีเคล็ดว่าทุกคนจะไม่นำอาหารที่เหลือกลับบ้าน แต่จะทิ้งไว้เป็นทานแก่สัตว์การ
จัดงานประเพณีกองข้าวเป็นการสนับสนุนส่งเสริมฟื้นฟูอนุรักษ์ประเพณีของท้องถิ่น ปัจจุบันเทศบาลเมืองศรีราชาได้ผนวก
งานสงกรานต์เข้ารวมเป็นงานเดียวกัน และให้ชื่อว่า “ งานสงกรานต์ศรีมหาราชาและประเพณีกองข้าว ” โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมรณรงค์ให้เด็กเยาวชนและประชาชน ได้เกิดจิตสำนึกในความเป็นคนไทยที่มีเอกลักษณ์์
และ
ขนบธรรมเนียมประเพณีการแต่งกายที่ดี ให้ดำรงสืบทอดต่อไปและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยด้วย  สำหรับการจัดงานเทศบาลเมืองศรีราชาร่วมกับการท่องเที่ยว
แห่งประเทศไทย จังหวัดชลบุรีอำเภอศรีราชา สภาวัฒนธรรม
อำเภอศรีราชาและองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีหน่วยงานภาครัฐ
และเอกชน พ่อค้าประชาชนชาวศรีราชาร่วมกันจัดกิจกรรม อาทิเช่น
การแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ภาคต่างๆ
และท้องถิ่นโดยเน้นการแสดงด้านวัฒนธรรมที่หลากหลายและสื่อถึง
ความเป็นไทยที่อ่อนช้อยสวยงามอาทิเช่น มวยตับจาก เป็นกีฬา
พื้นบ้านยอดนิยมของภาคตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดชลบุรี
เพราะเนื่องจากมีการปลูกต้นจากเป็นจำนวนมากแต่ปัจจุบันกีฬา
ประเภทนี้สูญหายไปด้วยเหตุที่ป่าจากลดน้อยลง รำวงย้อนยุค
ตะกร้อลอดบ่วง ขนมพื้นบ้านและอาหารพื้นเมือง การจัดพิธีกองข้าว บวงสรวง การประกวดแห่รถประเพณีกองข้าว อื่นๆ อีกมากมายซึ่งรายละเอียดอ่านได้ในหน้าถัดไป